นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดโดยกักตัวอย่างน้อย 14 วัน และปฏิบัติตัวตามแนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. หลีกเลี่ยงการพูดคุยใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 2. ไม่รับประทานอาหารและใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น

3. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น 4. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาที หรือเจลล้างมือที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป 5. หากมีไข้และอาการทางเดินหายใจ ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า แล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่โดยทันที เพียงเท่านี้ ผู้สูงอายุ ครอบครัวที่เรารักจะปลอดภัยจากโควิด-19

ด้าน ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน สาขาวิชาอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เผยว่า จากสถิติจากผู้ป่วยไวรัสโควิด–19 ทั่วโลก พบกลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยช่วงวัยอื่น ๆ ทำให้กังวลว่าผู้สูงอายุกลายเป็น
กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบสูงนั้น จริง ๆ แล้วผู้สูงอายุ

“กลุ่มเปราะบางไม่ใช่แค่สูงอายุ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น มีโรคประจำตัวหรือไม่ มีภาวะโภชนาการ และภาวะจิตใจเป็นอย่างไร อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือไม่ ดังนั้น ผู้สูงอายุที่ถือว่ามีความเสี่ยงติดโควิด-19 คือ กลุ่มผู้สูงอายุในเมือง โดยเฉพาะอยู่ในรัศมีพื้นที่ใกล้เคียงที่มีข่าวการแพร่ระบาด กลุ่มนี้ทุกคนเป็นผู้นำความเสี่ยงมาให้ผู้สูงอายุ แต่สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดและอยู่ในระบบชุมชนแบบปิด ไม่มีคนที่มีความเสี่ยงเข้ามาในพื้นที่ แทบใช้ชีวิตได้ปกติ” ผศ.พญ.สิรินทร กล่าว

ผศ.พญ.สิรินทร กล่าวต่อว่า การจำกัดคนใกล้ตัวผู้สูงอายุ กระบวนการป้องกัน และการบริหารจัดการที่เหมาะสมในการดูแลผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด หากมีลูกหลานที่ต้องทำงานข้างนอก เมื่อกลับถึงบ้านอย่าเพิ่งเข้าใกล้ผู้สูงอายุเลยทันที ควรทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะเข้าใกล้ผู้สูงอายุ และในยุคที่มีเทคโนโลยีสื่อสารที่ล้ำหน้า เราเองสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารโทรฯ หากันได้ คุยไลน์ แสดงความห่วงใย โดยไม่ต้องใกล้ชิด

สำหรับข้อปฏิบัติผู้สูงอายุนั้นควรจำกัดพื้นที่ เก็บตัวอยู่แต่บ้านจะปลอดภัยกว่า แต่หากผู้สูงอายุอยากออกจากบ้าน ในชุมชนที่เป็นแบบปิด ควรเดินทางด้วยรถส่วนตัวกับครอบครัว แต่หากต้องเอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า รถโดยสาร ผู้สูงอายุควรใส่หน้ากาก แม้จะไม่ส่งเสริมให้ออกไปมีกิจกรรมนอกบ้านโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็นต้องออก ไม่ควรห้ามเขาแต่ป้องกันให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเครียดได้

เมื่ออยู่ในบ้าน พยายามแยกตัวห่างจากคนที่มีแนวโน้มเสี่ยงเป็นพาหะ ควรใช้อุปกรณ์ส่วนตัวไม่รวมกับคนในบ้าน ที่สำคัญอย่าไปเครียดกับการไม่ได้ออกไปไหน อยู่บ้านหากิจกรรม เช่น ทำอาหารน้ำปั่นสุขภาพ เพราะอาหารรสชาติเปรี้ยวหวานทำให้สดชื่น ที่สำคัญควรเสริมโปรตีนด้วยเพื่อความแข็งแรง และอย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำง่าย ๆ ในบ้าน การนอนเองก็ต้องดี ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ.