ผบช.ภ.1 นำคอมมานโดครึ่งร้อย ปิดล้อมบ้านต้องสงสัยค้ายาบ้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังได้รับการประสานจากเลขานายกฯ ขณะตรวจค้นเกิดดวลปืนสนั่น ผลไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย “ยงยุทธ” ปัดไม่ได้ยกกำลังบุก ยอมรับสายคนคุกชงข้อมูลแต่พลาดเพราะเข้าผิดเวลา ด้าน ผบก.ป.แจงเหตุปะทะเพราะเจ้าของบ้านยิงปืนสวน ฝ่ายเฒ่าเจ้าของบ้านโต้ถูกยิงถล่มก่อน

หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้ประชาชนส่งจดหมายร้องทุกข์กับพฤติกรรมของผู้กระทำผิดกฎหมาย ล่าสุดมีการร้องเรียนผ่านคณะทำงานของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถึงขบวนการค้ายาบ้าและมีการประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมบ้านต้องสงสัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา จนมีการยิงตอบโต้กัน กระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังปิดล้อมบ้านผู้ต้องสงสัยว่าพัวพันค้ายาบ้า กระทั่งมีการยิงตอบโต้กันอย่างดุเดือด ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 7 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.ปานศิริ ประภาวัต ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ปรัชญา สุทธปรีดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วันชัย ถนัดกิจ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ชินฑัต มีศุข รอง ผบก. พร้อมด้วยชุดสืบสวนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และกำลังตำรวจจากหน่วยคอมมานโดกองปราบปราม จำนวนเกือบ 50 นาย เดินทางไปปิดล้อมที่บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ 4 ต.เชียงรากน้อย อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

ตร.ล้อมบ้านเกิดปะทะสนั่น

ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานจากนายยงยุทธ ให้เข้าร่วมตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว เนื่องจากได้รับข้อมูลว่า ที่บ้านดังกล่าวมีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาบ้า และเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงพบว่า เป็นบ้านหลังใหญ่ ปลูกเป็นบ้านชั้นเดียว ทางปั้นหยาอยู่กลางสวน มีประตูเหล็กอยู่ด้านทางเข้า ห่างจากตัวบ้านประมาณ 500 เมตร รอบบ้านมีกำแพงคอนกรีตสูงเกือบ 2 เมตร

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการปิดล้อมครั้งนี้มีการยิงตอบโต้กันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับฝ่ายเจ้าของบ้านเป็นเวลาหลายนาที กระทั่งบ้านหลังดังกล่าวพรุนไปด้วยรอยกระสุนปืนได้รับความเสียหายหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีสมาชิกภายในบ้านได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า เมื่อได้รับคำสั่งดังกล่าวจึงระดมกำลังคอมมานโดและตำรวจนอกเครื่องแบบ รวมแล้วเกือบ 50 นาย เข้าไปยังที่หมายและเตรียมที่จะบุกเข้าตรวจค้น โดยเมื่อไปถึงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวและหมายค้นเพื่อขอเข้าตรวจค้นภายในบ้าน แต่ทางเจ้าของบ้านนิ่งเงียบไป ซึ่งทางตำรวจก็ได้ตะโกนเรียกให้เปิดประตูแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ จึงพยายามที่จะพังประตูเข้าไป แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นจากภายในบ้านหลายนัด

เจ้าของบ้านถูกกระจกบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดล้อมอยู่จึงตัดสินใจระดมยิงตอบโต้จนเสียงเงียบหายไป จากนั้นจึงได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้น และแบ่งกำลังอีกส่วนหนึ่งไปสอบปากคำชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าจากการสอบปากคำชาวบ้านทราบว่า ระหว่างที่มีการยิงต่อสู้กันอยู่นั้น ก็สังเกตเห็นชาย 4 คน หอบหิ้วสิ่งของบางอย่างวิ่งฝ่าความมืดไปขึ้นรถคันหนึ่งหลบหนีไป ซึ่งช่วงนั้นเหตุการณ์ผ่านไปรวดเร็วมาก

ต่อมาเมื่อเวลา 04.00 น. พล.ต.ท.ปานศิริ พร้อมนายตำรวจ ต่างกลับออกจากบ้านพร้อมกับคอมมานโดทั้งหมดที่ถอนตัวกลับไปเช่นกัน แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกับสื่อมวลชนที่เดินอยู่รอบนอกบ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำนายนิสสัย ศตะกูรมะ อายุ 78 ปี เจ้าของบ้าน ที่ถูกกระจกที่แตกบาดแขนขวาไปทำแผลที่โรงพยาบาลบางปะอิน

กระทั่งเวลา 07.00 น. นางอุดม ศตะกูรมะ อายุ 65 ปี ภรรยาของนายนิสสัย ได้เดินออกมาพบกับสื่อมวลชนพร้อมกับแสดงความไม่พอใจ และนำผู้สื่อข่าวเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งพบว่า บ้านดังกล่าวมีรอยกระสุนปืนแตกกระจาย รูปปั้น “ฮก ลก ซิ่ว” ที่ตั้งอยู่ภายในบ้านแตก เพดานเต็มไปด้วยรูกระสุน และยังพบกองเลือดหยดเป็นทาง รวมทั้งยังทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้ขนตู้เย็น ซึ่งถูกกระสุนปืนพรุนหายขึ้นรถไปก่อนหน้าผู้สื่อข่าวจะเข้าไปภายในบ้าน นอกจากนี้ประตูห้องต่างๆ ยังมีรอยถูกถีบจนพังเสียหาย รวมทั้งปลอกกระสุนจำนวนมากก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บไปจนหมด

โวยเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ

นางอุดม เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ขณะที่ตนนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนกับสามี โดยมีนางเบญญาภา นามวิชัย อายุ 26 ปี ลูกสะใภ้และลูกชายวัย 1 ขวบ นอนอยู่อีกห้อง ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกันหลายนัด โดยกระสุนพุ่งเข้ามาถูกฝาผนัง กระจก และสิ่งของภายในบ้านแตกกระจาย ทางสามีเข้าใจว่าเป็นคนร้ายปล้นบ้าน จึงได้คลานออกไปดู แล้วใช้อาวุธปืนยิงออกไป แต่ถูกคนที่อยู่ด้านนอกยิงสวนกลับเข้าอีกนับไม่ถ้วน ทำให้สามีถูกกระจกบาดเข้าที่แขนขวา

นางอุดม เล่าต่อว่า ในช่วงนั้นตนได้คลานเข้าไปหลบในมุมห้อง และหลังสิ้นเสียงปืนก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดคอมมานโดกรูกันเข้ามาแล้วบังคับให้ตนกับสามี ลูกสะใภ้กับหลานมารวมกันกลางบ้าน จากนั้นแยกย้ายกันค้นตามห้องต่างๆ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งนายยงยุทธได้เข้ามาคุยกับตน และนำหมายศาลมาแสดง พร้อมกับบอกว่า “ได้รับร้องเรียนว่า บ้านของตนมีการผลิตยาเสพติด” แต่หลังจากตรวจโดยละเอียดแล้วไม่พบ นายยงยุทธจึงเดินทางกลับทันทีพร้อมคณะนายตำรวจ แต่ก็ได้สั่งการให้ท้องที่ตรวจสอบรอบๆ บริเวณอย่างละเอียด โดยเฉพาะบ่อน้ำซึ่งมีความกว้างกว่า 1 ไร่ ลึก 6 เมตร ซึ่งบ้านปลูกคร่อมอยู่มีห้องใต้ดินแยกเป็นชั้นๆ แต่ก็ไม่พบอะไร

นางอุดม ยังกล่าวด้วยว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่พอใจที่นายยงยุทธ ถามว่า ตนเอาเงินมาจากไหนสร้างบ้านใหญ่โต ซึ่งตนสามารถชี้แจงได้ เพราะเงินของครอบครัวมาจากการขายที่ดินที่วัดเสมียนนารี ได้เงินมา 12 ล้านบาท เมื่อปี 2530 เอามาซื้อที่ดินและปลูกบ้านทำสวน ส่วนนายนิสสัยเคยเป็นวิศวกรอยู่ต่างประเทศ 11 ปี ก็พอมีเงินบ้าง นอกจากนี้ลูกชายคือ ร.ท.สรคม อินทวัฒนะ เจ้าหน้าที่กอง 12 ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือ ศรภ.ลูกชาย และ พ.ต.สันติ ชุมพลวงศ์ นายทหารสังกัดกรมยุทธโยธา น้าชายก็ทำงานเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งเรื่องนี้จะไปร้องเรียนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมเพราะกระทำเกินกว่าเหตุ

สามีเผยนาทีดวลปืน

ฝ่ายนายนิสสัย เล่าถึงนาทีระทึกว่า ตอนนั้นเวลาประมาณ 01.00 น. ตนกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงไม้ในบ้านใกล้กับหน้าต่าง รู้สึกปวดปัสสาวะจึงลุกขึ้นมาเพื่อจะเดินเข้าห้องน้ำ ระหว่างนั้นไม่ได้เปิดไฟ แต่มองเห็นมีคนมายืนอยู่ที่หน้าต่างและประตูนอกบ้าน จึงตะโกนถามว่า “ใคร.. มาทำไม” แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบ จากนั้นคนที่ยืนอยู่ข้างนอกก็ยิงกราดเข้ามาจนกระจกหน้าต่างแตก ตนรู้สึกกลัวจึงหยิบปืนพกขนาด .22 ที่วางไว้ใต้หมอนมาถือติดตัวไว้ แล้ววิ่งไปที่หน้าต่างข้างบ้านอีกด้านหนึ่ง และแง้มหน้าต่างตะโกนถามอีกครั้งว่า “ใคร” แต่ไม่มีเสียงตอบ แต่กลับมีเสียงดังขึ้นแทน

นายนิสสัย กล่าวอีกว่า ขณะนั้นไม่รู้ตัวว่าข้อมือด้านขวาถูกกระจกบาด จึงหมอบลงกับพื้นเห็นเลือดหยดจึงตกใจและชักปืนยิงไป 1 นัด และมีเสียงปืนยิงเข้ามาภายในบ้านนาน 20 นาทีจนสิ้นเสียงปืน ตอนที่ปืนดังไม่รู้ว่าจะหลบไปที่ไหน เลยคลานกับพื้นไปหลบหลังตู้เย็น และมาดูอีกทีตู้เย็นถูกยิงเป็นรูพรุนเต็มไปหมด ส่วนผู้ยิงเข้ามานั้นไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต่างสาดกระสุนเข้ามาทุกมุม

ลูกชายเชื่อถูกกลั่นแกล้ง

ด้าน ร.ท.สรคม ลูกชาย กล่าวว่า ตนเคยเป็นทหารช่างและเพิ่งเข้ามาทำงานที่ ศรภ.ประมาณ 4 เดือนเศษ เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด ปกติก็จะไม่กลับบ้าน จะไปนอนอยู่ย่านรังสิต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าน่าจะเป็นการกลั่นแกล้งกัน ทำให้ตนได้รับความเสียหาย และยังเป็นการกระทำที่รุนแรง หากกระสุนไปถูกพ่อแม่ของตนใครจะผิดชอบ เรื่องนี้คงจะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ

พล.ต.ต.วันชัย ถนัดกิจ กล่าวชี้แจงว่า ได้รับคำสั่งจาก ผบช.ภ.1 ให้นำกำลังมาร่วมตรวจค้นบ้านดังกล่าว ซึ่งเมื่อมาถึงแล้ว ก็พบว่ามีการยิงกันแล้ว ซึ่งทราบว่าทางกองปราบปรามก็มีเบาะแส แต่ตนไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเบาะแสที่ได้มานั้นเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยได้รับรายงานจาก สภ.ต.ช้างใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ว่าบ้านดังกล่าวพัวพันยาเสพติด ซึ่งทางกองปราบปรามและหน่วยเหนือ คงจะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลังจากนั้นคงจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง

ผบก.ป.พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย

ต่อมาเมื่อเวลา 08.00 น. พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ ผบก.กองปราบปราม ได้เดินทางมายังบ้านที่เกิดเหตุ และได้เข้าพูดคุยกับนางอุดม ประมาณ 10 นาที จากนั้นเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้สามารถพูดคุยกันได้ เนื่องจากไม่มีใครเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า ข้อมูลที่ตำรวจหรือสำนักนายกฯ ได้มานั้น มีความน่าเชื่อถือเพียงใด คงต้องมีการตรวจสอบต่อไป

หลังเดินทางกลับมาถึงที่กองปราบปราม ทาง พล.ต.ต.โกสินทร์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยยืนยันว่า ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดพลาด และได้รับการยืนยันจากสายแล้ว ทราบว่าที่บ้านหลังดังกล่าวพัวพันในการค้ายาบ้า จึงนำกำลังเข้าตรวจค้น ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นทางเจ้าหน้าที่จะรับผิดชอบชดใช้ทั้งหมด

อ้างสาเหตุเจ้าของบ้านยิงสวน

“สาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าของบ้านไม่ยอมเปิดประตู นอกจากนี้ยังยิงปืนสวนออกมา 4 นัด เข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยิงตอบโต้” ผบก.ป. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจู่โจมเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากผู้มีทำหนังสือร้องเรียนไปยังตู้รับเรื่องร้องเรียน นายกฯ ทักษิณ ว่าที่บ้านหลังดังกล่าวพัวพันกับการค้ายาบ้า ภายหลังจากรับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว นายยงยุทธได้เรียกประชุมทีมงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นได้ประสานมายังกองปราบปราม ให้ทำการสืบสวนเป้าหมายดังกล่าว และได้วางแผนปฏิบัติที่จะใช้กำลังคอมมานโดของกองปราบปราม จู่โจมเข้าตรวจค้นในช่วงหัวค่ำวันเดียวกันนี้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทางสายลับได้รายงานด่วนมายังทีมงานของนายยงยุทธ ว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายค้นจากศาลที่ขอไว้แล้วก่อนหน้านี้ จู่โจมเข้าตรวจค้นทันที เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มขบวนการบยาบ้าจะไหวตัวหลบหนีไปได้ทัน

“ยงยุทธ” ปัดหน้าแตกโยนกองปราบฯ บุก

ขณะที่ นายยงยุทธ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้เดินทางไปร่วมจับกุมผู้ต้องสงสัยค้ายาบ้าที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กับตำรวจกองปราบฯ เมื่อกลางดึก แต่ได้เดินทางไปดูเหตุการณ์ในช่วงเช้าหลังเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งมาให้ทราบ โดยขอชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อมูลที่มีการร้องเรียนผ่านมายังตู้รับเรื่องร้องเรียน นายกฯ ทักษิณ แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่มีการร้องเรียนมาจากคนในเครือข่ายค้ายาที่ติดคุกแล้วพ้นโทษออกมา ได้แจ้งข้อมูลให้กับคณะทำงาน

“จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตามเรื่องไปและมีการได้ส่งต่อไปให้ตำรวจกองปราบฯ ดำเนินการ ดังนั้นต้องไปถามทางกองปราบฯ แต่ยืนยันว่าจากข้อมูลที่ชาวบ้านร้องเรียนมานั้นมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน โดยมีการซัดทอดจากผู้ต้องหาคดียาบ้าซึ่งเป็นเพื่อนกัน” นายยงยุทธ กล่าว

ส่วนที่ไม่พบหลักฐานใดๆ จากการตรวจค้นนั้น นายยงยุทธ เชื่อว่าเพราะทางกองปราบฯ ไปตรวจค้นและจับกุมผิดเวลาจากที่สายข่าวรายงาน แต่ไปดำเนินการกันตอนตี 2 ตี 3 ซึ่งเขาเลิกส่งของกันหมดแล้ว จึงไม่พบหลักฐานอะไร อีกทั้งเจ้าของบ้านก็ยิงปืนออกมา จึงเกิดการต่อสู้กัน และเท่าที่ทราบเจ้าของบ้านก็ไม่ได้เอาเรื่องอะไร เพราะกลัว ซึ่งตอนนี้ผู้ต้องสงสัยก็กำลังหนี ทางกองปราบฯ กำลังดำเนินการติดตามจับกุมกันอยู่

ยันไม่เกี่ยวกับตู้นายกฯ

นายยงยุทธ กล่าวยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตู้รับเรื่องร้องเรียน นายกฯ ทักษิณ และไม่ถือว่าเป็นเรื่องหน้าแตก เพราะทางกองปราบฯ เป็นผู้ดำเนินการ และการข่าวไม่ได้ถือว่าถูกหลอก เพราะคนแจ้งมีพร้อม ตัวตนคนที่เกี่ยวข้องก็มีอยู่ และในการเข้าดำเนินการก็มีหมายศาลเข้าตรวจค้น ไม่ใช่จู่ๆ เจ้าหน้าที่จะบุกเข้าไปทำความเสียหาย เพราะคนในบ้านก็ยิงสวนออกมาด้วย จึงมีการยิงต่อสู้กัน

“เราได้ข้อมูลระบุว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี แก๊งนี้เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน เจ้าหน้าหน้าที่กำลังสอบสวนขยายผลอยู่ ส่วนเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นใครต้องรับผิดชอบอย่างไร ก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง” นายยงยุทธ กล่าว