วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คณาจารย์มธ.เยี่ยม'เพนกวิน-รุ้ง' อ่านแถลงการณ์3ข้อหน้าเรือนจำ

 26 ต.ค. 63 - ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร​ กลุ่มคณาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าเยี่ยมพร้อมนำหนังสือเรียน เอกสารการเรียน​และหนังสือวิชาการต่างๆ ให้กับ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ที่ถูกคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ที่ถูกคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง  


พร้อมอ่านแถลงการณ์ 3 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อนักศึกษา โดยดูแลสวัสดิภาพการดำเนินชีวิต และสามารถเข้าถึงหนังสือ ตำราเรียน และคำบรรยาย ที่เพื่อนและคณาจารย์ส่งมอบให้ตลอดเวลาที่อยู่ภายในเรือนจำ 2.ขอให้ศาลพิจารณาให้ได้รับการประกันตัว เนื่องจากนักศึกษามีภาระต้องเข้ารับการศึกษา  และ 3.ขอให้สังคมเคารพด้านการแสดงออกของนักศึกษา หยุดสร้างวาทกรรม เกลียดชัง และ ยุยงปลุกปั่น ต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรง และขอให้สังคมเคารพสิทธิตามระบบประชาธิปไตย


นายประจักษ์ ก้องเกียรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า กลุ่มคณาจารย์และผู้ปกครอง เข้าเยี่ยมนักศึกษาทั้งสองคนที่ถูกควบคุม หลังย้ายมาจากเรือนจำอำเภอธัญบุรี ซึ่งวันนี้ทนายความจะเพิ่มหลักทรัพย์เป็นเงินสดที่ใช้ประกันตัวในวงเงินที่มากขึ้น พร้อมระบุนักเรียนทั้งสองคนเป็นเด็กเรียนดี โดยเฉพาะนายพริษฐ์ได้รับเกียรตินิยม นอกจากนี้ยังเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพ เนื่องจากทั้งสองคนมีอาการป่วย โรคหอบหืด และไมเกรน จึงเกรงว่าสุขภาพจะทรุดโทรมช่วงที่อยู่ภายในเรือนจำ ซึ่งที่ผ่านมา ทนายความ ได้มีการยื่นอุทธรณ์ประกันตัว แต่ศาลไม่รับพิจารณา จึงจะยื่นประกันตัวอีกครั้งในวันนี้ และเชื่อว่าศาลจะเมตตา​


อย่างไรก็ตามหากศาลพิจารณาให้ประกันตัว โดยกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราว จะให้เป็นเรื่องของทนายความ แต่เชื่อว่าทั้งสองคนไม่มีพฤติกรรมหลบหนี เนื่องจากที่ผ่านมาทั้งสองคนเข้าต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมทุกคดี


ด้าน นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยา กล่าวว่า ยอมรับมีความเป็นห่วงในเรื่องของสวัสดิภาพ ของทั้งสองคนที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ จึงหวังว่าการยื่นตำราเรียนในวันนี้จะช่วยให้ทั้งสองคนคลายเหงาได้ ส่วนระเบียบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาต้องโทษ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียน เผื่อมีแนวทางที่ทำให้นักศึกษาเรียนทันเพื่อนได้ ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่ยอมรับว่ารู้สึกกังวลมีความรุนแรงเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง ฝ่ายควรเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมต้องควรหลีกเลี่ยง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางคณาจารย์ยังไม่สามารถนำหนังสือให้กับนายพริ​ษฐ์​และน.ส.ปนัสยา​ เนื่องจากทางเรือนจำยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม​ เนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง​ 2 คนอยู่ระหว่างการกักตัวเฝ้าดูอาการตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในเรือนจำ.


https://www.thaipost.net/main/detail/81808


จับตาศาลแพ่งอ่านคำพิพากษา ครอบครัวชัยภูมิ ป่าแส ร้องค่าเสียหายกองทัพบก

 25 ต.ค.63- เป็นเวลากว่า 3 ปี 7 เดือนแล้วที่ นายชัยภูมิ ป่าแส ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่วิสามัญฆาตกรรม  ซึ่งภายหลังเกิดเหตุขึ้นครอบครัวของนายชัยภูมิ ได้เดินหน้าทวงถามความยุติธรรม ทั้งการทวงถามเรื่องกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมากระบวนการของศาลในการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. เวลา 09.00  น. ศาลแพ่ง จะอ่านคำพิพากษาต่อคดีดังกล่าว 


ขณะเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกถึงเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย โดยระบุว่า ในฐานะเราเป็นผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ที่ดินและสิ่งแวดล้อม เรารู้สึกยอมไม่ได้และมิไว้ใจรัฐบาลที่กำลังใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมโดยสันติของเด็กเยาวชนและประชาชน หากรัฐบาลทำเพื่อประชาชนตามที่พร่ำบอก รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน หยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการสลายการชุมนุม ยุติการจับกุมและข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ โดยเปลี่ยนมาเคารพและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข  ประยุทธ์ จันทร์โอชาและองคาพยพต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกอย่างสันติ ต้องมีการยุบสภา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และหนึ่งความฝันที่ควรทำเป็นความจริงคือการปฏิรูปให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสง่างาม




 พวกเราเด็กผู้หญิงและผู้หญิงในสังคมไทยทุกรุ่นในปัจจุบัน  น่าภาคภูมิใจที่รวมกันต่อสู้ ไม่มีการแบ่งแยก  ไม่ว่าเราจะเป็นใคร  เกิดที่ไหน  เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติ  หรือจะเป็นกลุ่มไหนๆก็ตาม  เรารวมตัวกันต่อสู้  เราต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเรา เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชน  และเราก็ต่อสู้เพื่อแม่น้ำ  ภูเขา  ทะเล  ที่ดินทำกิน  สิ่งแวดล้อม และต่อสู้ร่วมกับม็อบเพื่อปลดแอกประเทศไทย  ถึงแม้เวลาของผู้หญิงจะมีไม่มากแค่ที่เราผ่านมาแล้วชูสามนิ้วก่อนไปก็ถือว่าได้ร่วมต่อสู้แล้ว  แม้ผู้หญิงบางคนมาร่วมไม่ได้เพราะไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง หรือเป็นผู้หญิงพิการ   มีลูกเล็กหรืออยู่ในคุกก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต่อสู้เพราะเรารู้ว่าในใจทุกคนร่วมต่อสู้อยู่


สถานการณ์ของเพื่อนเราที่ต่อสู้ ต้องเสี่ยงกับชีวิต  การถูกคุกคาม  การข่มขู่หรือถูกจับ เราขอส่งความรักความห่วงใยให้น้อง ๆหลานๆ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ๆที่ถูกคุกคามทำร้ายจากผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงแม้กระทั่งในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปลอดภัย เราส่งความรักความห่วงใยให้ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพโดยกรงขังและแม่ๆของพวกเธอ แม้ประชาชนและผู้หญิงทุกคนจะถูกทำร้ายและคุกคามเพียงใด แต่ไม่ใครยอมแพ้  ไม่มีใครถอย  และผู้หญิงด้วยกันก็เข้ามาช่วยหรือเป็นแรงหนุน  ช่วยส่งกำลังใจ  เราเห็นได้ชัดเจนว่าในวันนี้ไม่มีใครสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวอีกต่อไป  


ภาพของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในไทยจากมุมมองของคนทั่วโลก  เขาประทับใจและได้รับแรงบันดาลใจ  เขาเห็นถึงความสามารถ  เห็นถึงความเข้มแข็งเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ เด็กผู้หญิงมัธยม  จนถึงผู้หญิงสูงอายุ  ก็ถูกมองเห็นถึงบทบาทที่อยู่ข้างหน้าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อความยุติธรรมทางสังคมและในขณะที่ต้องทำงานเป็นผู้ดูแลในทุกสถานการณ์  เราขอปรบมือเสียงดังๆให้กับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย ทั้งนี้เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขอยืนหยัดและปกป้องเด็กนักเรียน ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ ผู้หญิงกลุ่มต่างๆและประชาชนผู้ประท้วงอย่างสันติทุกคน.


https://www.thaipost.net/main/detail/81737


วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

นร.หญิง ม.1 ผูกคอตาย! เหตุครูยึดมือถือแล้วเอาแชตส่วนตัวไปประจานจนอับอาย

 (23 ต.ค.63)  ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากญาติของเด็กนักเรียนหญิงวัย 13 ปีรายหนึ่งในพื้นที่หมู่ 3 ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ว่าหลานสาวผูกคอที่บ้าน แต่โชคดีที่พ่อแม่และพี่ชายช่วยเหลือไว้ได้ทัน พอสอบถามจึงทราบสาเหตุมาจากกรณีครูประจำชั้นที่โรงเรียน ยึดโทรศัพท์ของหลานสาว แล้วนำไปเปิดแชตส่วนตัวให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันดูกันหลายคน ทำให้หลานสาวเกิดความอับอายตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบเรื่องนี้ที่บ้านของ ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านไหนหนัง หมู่ 3 ต.เขาคราม พบกับ นางน้อย อายุ 34 ปี แม่ของ ด.ญ.บี


นางน้อย เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังตนกลับมาจากทำงานมาถึงบ้านได้ไม่นาน ก็ทราบว่าครูที่โรงเรียนของลูก ยึดโทรศัพท์ของลูกไป แต่ก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรที่โรงเรียนหลังจากนั้น แต่สังเกตเห็นลูกสาวนั่งในบ้านด้วยอาการซึมเศร้า ไม่ยอมพูดคุยกับใคร แต่ตนยังไม่เอะใจอะไร คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ต่อมาไม่นานลูกสาวคนเล็กวิ่งมาบอกว่าพี่สาวผูกคอตัวเองในห้องนอนของบ้าน ลูกชายคนโตจึงรีบวิ่งเข้าไปดู ก็พบลูกสาวคือ ด.ญ.บี ใช้เชือกผูกคอตัวเองกับขื่อของหลังคาในห้อง จึงรีบเข้าไปช่วยอุ้มร่างลงมา และช่วยไว้ได้จนปลอดภัย


หลังเกิดเรื่องจึงสอบถามลูก จนทราบว่า สาเหตุเกิดจากลูกสาวรู้สึกอายเพื่อนที่โรงเรียน หลังจากครูประจำชั้น ซึ่งเป็นครูชาย ยึดเอาโทรศัพท์มือถือไป แล้วนำโทรศัพท์ของลูกไปเปิดแชตข้อความส่วนตัวให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนดูกัน 10-20 คน ทำให้ลูกเกิดความอับอายและคิดสั้น ซึ่งหลังทราบเรื่อง ตนและสามี รวมทั้งญาติๆ ไม่พอใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากเอาเรื่องครูคนนี้ให้ถึงที่สุด


นางน้อย เล่าต่อว่า ตนมองว่าการที่ครูทำแบบนี้กับเด็ก เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะผลกระทบที่ลูกสาวรับทำให้ลูกตัดสินใจได้ถึงขนาดนี้ ทำให้ตนยอมไม่ได้ การกระทำของครูเป็นการประจานเด็ก หากครูจะยึดโทรศัพท์ก็ยึดไป แต่ไม่ควรเอาการแชตส่วนตัวไปเปิดประจานแบบนี้ หลังเกิดเหตุสามีตนโทรไปสอบถาม ครูก็ปฏิเสธ แต่บอกว่าขอโทษ สามีตนบอกว่าหากจะขอโทษ ให้มาขอโทษที่บ้าน เบื้องต้นตนอยากให้ครูคนนี้ออกไปจากโรงเรียน ไม่อยากให้อยู่โรงเรียนนี้แล้ว เพราะเคยเกิดเหตุกับเด็กนักเรียนหลายคนมาแล้ว ตอนนี้ลูกสาวของตนไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนแล้วหลังเกิดเหตุการณ์นี้ ส่วนที่ต้องนำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย เพราะคุยกับลูกแล้ว ลูกยืนยันว่าอยากเอาผิดครูคนดังกล่าวให้ถึงที่สุด


ด้าน ด.ญ.บี เผยด้วยว่า ช่วงที่เกิดเหตุในโรงเรียน เป็นช่วงที่เลิกเรียนกันแล้ว ตนจึงนำโทรศัพท์ขึ้นมานั่งเล่นตามปกติ แต่ระหว่างที่ตนนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ ครูก็เดินมาหยิบโทรศัพท์ไปจากมือ แล้วเอาไปอ่านแชตในโทรศัพท์โดยมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนยืนอ่านอยู่ด้วย ทำให้ตนรู้สึกอายเพื่อนในโรงเรียนที่เห็นแชตส่วนตัว หลังเกิดเรื่องตนจึงรีบกลับบ้านทันที เหตุที่ตัดสินใจคิดสั้น เพราะรู้สึกอายที่ครูมาประจานแบบนั้น ทำให้อายเพื่อนๆ ในโรงเรียน หลังจากที่กลับมาบ้านแล้ว ตอนเย็นเพื่อนที่โรงเรียนก็ติดต่อบอกตนหลังเกิดเหตุว่า ครูยังไปพูดกับเด็กนักเรียนคนอื่นว่าถ้าเด็ก ม.1 ย้ายออกจากโรงเรียนไปทั้งหมด ครูจะทำบุญให้ 1,000 บาท ก่อนนี้ครูเคยชอบเปิดกระโปรงเด็กนักเรียนหญิงด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ และดำเนินการกับครูคนดังกล่าว


ทั้งนี้ ผู้ปกครองของเด็กหญิง เผยว่า จะนำเรื่องนี้หารือกับญาติๆ อีกครั้งว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านไหนหนัง หมู่ 3 ต.เขาคราม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าตรงกับวันหยุดราชการ จึงยังไม่สามารถติดต่อกับผู้บริหาร หรือครูประจำชั้นคนที่ถูกกล่าวหาได้


เครดิต https://www.thairath.co.th/news/local/south/1960111


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ศาลอุทธรณ์ให้ประกัน “สนธยา” คดีพ.ร.บ.คอมฯ ทวิตรูปพ่นสีใต้รูปร.10 หลักทรัพย์ 50,000 บาท

 22 ต.ค. 63 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ประกันตัว “สนธยา” (ไม่เปิดเผยนามสกุล) ผู้ใช้ทวิตเตอร์วัย 26 ปีในเมืองพัทยา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีทวิตภาพรูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ที่ถูกพ่นสีข้อความไว้ใต้ภาพ โดยศาลให้วางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 50,000 บาท หลังทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว (ย้อนดูรายละเอียดการจับกุมดำเนินคดี)


เช้าวันที่ 22 ต.ค. เวลาประมาณ 9.00 น. ที่ศาลจังหวัดพัทยา ทนายความได้เข้ายื่นอุทรธณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ศาลจังหวัดพัทยาไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประตัวและยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 2 แสนบาท 


ต่อมาราว 18.00 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “สนธยา” โดยให้ใช้หลักทรัพย์ในการประกันเป็นเงินสดจำนวน 50,000 บาท แต่เนื่องจากคำสั่งศาลออกมาหลังเวลาราชการแล้ว จึงไม่สามารถดำเนินเรื่องยื่นขอประกันตัวได้ทัน การยื่นหลักทรัพย์จึงต้องดำเนินเรื่องในเช้าวันที่ 23 ต.ค. โดยหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นเงินที่ได้จากการระดมทุนของ “กองทุนดา ตอร์ปิโด” กองทุนที่ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมคุมขังจากคดีทางการเมือง


สนธยาจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษพัทยาในช่วงเย็นวันนี้ (23 ต.ค.) หลังจากที่เขาถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษพัทยามาแล้ว 5 วัน


เผยคดีพ.ร.บ.คอมฯ ผู้ทวิตรูปพ่นสีข้อความใต้รูปร.10 ศาลไม่ให้ประกัน เหตุความผิดความมั่นคง


เมื่อ 18 ต.ค. 63 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับร้องเรียนจาก “สนธยา” (ไม่เปิดเผยนามสกุล) ผู้ใช้ทวิตเตอร์ วัย 26 ปี ว่าได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และได้ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปยัง สภ.เมืองพัทยา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปขอออกหมายจับจากศาลจังหวัดพัทยาในภายหลัง และแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เหตุทวิตภาพรูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ที่ถูกพ่นสีข้อความไว้ใต้ภาพ ล่าสุดเขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพัทยา เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว อ้างความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง


เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 63 เวลาประมาณ 22.44 น. ฝ่ายตรวจสอบโซเชียลงานสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ได้ตรวจสอบโซเชียลมีเดีย และพบบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ได้โพสต์ภาพข้อความที่ไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้สืบสวนจนทราบ และได้ติดตามจนพบนายสนธยา ที่โรงแรมในพัทยา และได้ค้นห้องของสนธยา โดยไม่มีหมายค้น 


จากนั้นจึงไปดำเนินการให้ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับลงวันที่ 17 ต.ค. 63  ที่ 270/2563 แล้วจึงนำหมายจับไปแสดงต่อสนธยาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่แล้ว ก่อนนำตัวไปทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองพัทยา ในกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย สนธยาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา


ในคำร้องขอฝากขังลงวันที่ 19 ต.ค. 63 ของ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ เพลินจิตร พนักงานสอบสวนได้ระบุข้อกล่าวหาในคดีนี้ตามมาตรา 14 (3) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา”




คำร้องขอฝากขังระบุด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่าสนธยาเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ ได้โพสต์ภาพถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ที่ติดตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางถนนสุขุมวิทแยกพัทยากลาง ที่มีคนใช้สีเปรย์สีดำพ่นอยู่ใต้ฐานรูป เพื่อคอมเมนต์โต้ตอบกับผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่น ในช่วงเวลา 01.30 น. ของวันที่ 17 ต.ค. 63 


ในคำร้องขอฝากขังระบุอีกด้วยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่คนทั่วไปเห็นแล้ว มีความรู้สึกหรือรับรู้ในลักษณะลดทอนพระเกียรติ หรือไม่เป็นการเทิดทูนพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อันเป็นการเข้าข่ายลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อกฎหมาย 


พนักงานสอบสวนระบุว่าการสอบสวนคดียังไม่เสร็จสิ้น โดยยังต้องสอบพยานอีก 4 ปาก และรอผลการตรวจสอบพิมพ์มือผู้ต้องหา จึงขออำนาจศาลในการฝากขังระหว่างการสอบสวน กำหนด 12 วัน และยังคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน


ต่อมา ศาลจังหวัดพัทยาได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้อง ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประตัวและยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 2 แสนบาท ก่อนที่ศาลจังหวัดพัทยาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา โดยระบุว่า พิเคราะห์แล้วความผิดตามคำร้องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงให้ยกคำร้อง ทำให้สนธยาต้องถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษพัทยาตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. เป็นต้นมา


ทั้งนี้ตามมาตรา 14 (3) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 ระบุโทษจําคุกไว้ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ


https://tlhr2014.com/?p=22343


ศาลอาญาฯ ไม่ให้ “ตัน” สุรนาถ ประกันตัว คดี #ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี อ้างเป็นข้อหาร้ายแรง เกรงจะหลบหนี


 22 ตุลาคม 2563 – ภายหลังจากการจับกุม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักกิจกรรมด้านการพัฒนาสังคมและเยาวชน ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับออกโดยศาลอาญาฯ เมื่อวานนี้ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 “ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี” ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวต่อไปยัง สน. ดุสิต เพื่อทำบันทึกจับกุม และถูกควบคุมตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 “มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ”, มาตรา 385 “กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร”, และกีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ


ในวันนี้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวสุรนาถมาที่ศาลอาญาฯ เพื่อทำเรื่องขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ราวสี่โมงเย็น นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาในคดีได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 7 วัน ทางด้านทนายความผู้ต้องหาได้ยื่นประกันโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. และเงินสดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมวงเงิน 1,335,600 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว อ้างว่า พฤติการณ์และข้อกล่าวหาตามคำร้องฝากขังเป็นเรื่องร้ายแรง หากมีการหลบหนีจะมีความเสียหายมาก  หากข้อกล่าวหาเป็นจริงย่อมมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้าย อีกทั้งผู้ต้องหาเพิ่งจะถูกจับกุม สมควรให้เจ้าพนักงานได้รวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนซักระยะหนึ่งก่อน ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง


สำหรับคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังผู้ต้องหา ในส่วนแรกได้เท้าความถึงการเข้าจับกุมนายสุรนาถที่บ้านพักตามหมายจับ และนำตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน. ดุสิต อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ของคำร้องไม่ได้มีกล่าวถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่นำตัวสุรนาถไปกักตัวไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 แต่อย่างใด


ในส่วนต่อมาได้กล่าวถึงพฤติการณ์ในการกล่าวหาว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหาในคดี ทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ นัดหมายและชักชวนกันตามสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อมาชุมนุมกันในระหว่างวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดําเนิน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 17.20 น. ผู้กล่าวหาได้เดินทางไปที่บริเวณสนามม้านางเลิ้งและได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่ม #คณะราษฎร์2563 อยู่เต็มพื้นที่ ทําให้ไม่สามารถขับรถจักยานยนต์เข้าไปบริเวณสะพานมัฆวาน ผู้กล่าวหาจึงได้จอดรถไว้ที่ถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง จากนั้นได้เดินเท้าจากบริเวณดังกล่าวเพื่อตามหาภรรยาซึ่งไปเฝ้ารับเสด็จ เมื่อไปถึงบริเวณจุดที่เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ฝั่งทําเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก ขณะนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมีนายเอกชัย หงส์กังวาน และประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จยืนปะปนกันอยู่บริเวณจุดสกัดกั้น


เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการจัดระเบียบผู้คนที่ยืนอยู่เพื่อจะดําเนินการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีขบวนเสด็จของพระราชินีและเจ้าฟ้าทีปังกรฯ อยู่ในเส้นทางการเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านบริเวณถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง เมื่อขบวนเสด็จมาถึง บริเวณที่นายเอกชัย หงส์กังวาน กับกลุ่มชุมนุมยืนอยู่ นายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหา สังเกตเห็น นายเอกชัย หงส์กังวาน และพวกได้มีการตะโกนโห่ร้อง โดย นายเอกชัยฯ ได้พูดให้กลุ่มผู้ชุมนุมชูสามนิ้วขึ้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีและพรรคพวกของนายเอกชัยฯ ก็ได้ชูสามนิ้วขึ้นตามที่นายเอกชัยฯ ตะโกนบอกและ นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุมยังได้พยายามผลักดันเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ยืนคล้องแขนกันเป็นแนวกั้นมวลชน จํานวน 2 แถว เพื่อถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อจะเข้าไปให้ใกล้รถยนต์พระที่นั่งที่เสด็จผ่านมา ขบวนเสด็จจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ซึ่งคนที่เดินตามรถยนต์พระที่นั่งสามารถเดินตามได้ทัน


นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีนี้และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เดินติดตามรถยนต์พระที่นั่งไปจนถึงบริเวณแยกนางเลิ้ง ขบวนเสด็จจึงได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่และประชาชนที่มาคอยรับเสด็จปะปนกันอยู่ จากนั้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้ ได้มีพฤติการณ์สั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินลงมาบนถนนเพื่อขัดขวางรถยนต์พระที่นั่งบริเวณด้านหน้ารวมถึงบริเวณโดยรอบของรถยนต์พระที่นั่งเพื่อปิดกั้นขบวนเสด็จ ทําให้รถยนต์พระที่นั่งต้องหยุดเคลื่อนตัว จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นผู้ใดได้มีการตะโกนด้วยถ้อยคําไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้มีการชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมกันด้วย ทําให้ผู้กล่าวหาเข้าใจได้ว่าบุคคลดังกล่าวคือกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนวิ่งกรูกันเข้ามากั้นแนวเพื่อกันผู้ชุมนุมให้ออกห่างจากรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อให้รถยนต์พระที่นั่งสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนมากั้นแนวนั้นได้มีการร้องขอให้ประชาชนผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จช่วยกันกั้นแนวไว้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตํารวจมีจํานวนน้อย ผู้กล่าวหาและคนรู้จักของผู้กล่าวหาจึงได้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนวด้วย จนกระทั่งขบวนเสด็จเคลื่อนออกพ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้ว


จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 40 – 50 คน ได้หันเข้ามาทําร้ายประชาชนที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนว ไล่ทําร้ายไปเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร บริเวณฝั่งมุ่งหน้าแยกยมราช จนผู้ที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจต้องวิ่งหลบหนีเข้าไปในสนามม้านางเลิ้ง (เก่า) จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายถอยกลับเข้าไปในจุดที่ชุมนุมเดิม ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทําของ นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้กับพวก ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลดุสิตเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้เนินคดีตามกฎหมาย


ในส่วนต่อมา หนักงานสอบสวนได้ชี้แจงสาเหตุที่ต้องฝากขังนั่นก็เพราะ ใกล้ครบกำหนดควบคุมตัวผู้ต้องหา 48 ชั่วโมง แต่ทางพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก อีกทั้งยังต้องตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษ จึงขอศาลให้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2563 พนักงานสอบสวนยังได้แจ้งว่าจะขอคัดค้านการยื่นประกันตัวของผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี


ทั้งนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน สุรนาถได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าวันดังกล่าวไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่เผด็จการ และไม่ทราบมาก่อนว่ามีจะมีขบวนเสด็จผ่านถนนพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นฝ่ายที่ปิดกั้นถนนโดยรถตู้ และตั้งแถวคล้องแขนเดินหน้าหาผู้ชุมนุม จนผู้ชุมนุมเข้าใจว่าจะปิดกั้นผู้ชุมนุมหรือมีการสลายการชุมนุมและพยายามป้องกันให้ไม่มีการปะทะกัน


หลังจากนี้ สุรนาถจะถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งระหว่างนี้ญาติและทนายความสามารถยื่นประกันตัวได้อีก


https://tlhr2014.com/?p=22323

เปิดตัววัคซีนที่จีนผลิตร่วมกันฝ่าความยากลำบากไม่หยุดยั้ง

 ในงานมหกรรมการค้าภาคบริการนานาชาติจีนปี 2020 บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่สังกัดกลุ่มบริษัทเภสัชกรรมจีน ได้เข้าร่วมนิทรรศการด้านสาธารณสุขและการป้องกันโรคตามคำเชิญ และได้เปิดตัววัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตาย 2 ตัวที่วิจัยและพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากบรรดาผู้ร่วมงาน ขณะเดียวกัน ข่าวที่ว่า “เปิดตัววัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตายที่จีนผลิตเองเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมการค้าภาคการบริการนานาชาติจีนปี 2020” ได้ขึ้นกระดานการสืบค้นของเว็บไซต์ไป่ตู้เว็บไซต์การสืบค้นอันดับแรกของจีนอย่างรวดเร็ว การที่บรรดาชาวเน็ตจัดวัคซีนดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของงานมหกรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของประชาชนจีนที่มุ่งมั่นผ่านพ้นช่วงยากลำบากในปัจจุบัน


ในงานมหกรรมดังกล่าว สินค้าที่ร่วมการแสดงมีอยู่มากมาย และเป็นที่ชุมนุมของสินค้าที่มีชื่อเสียง แต่วัคซีนตัวเล็ก ๆ 2 โดสกลับกลายเป็น “สินค้าโดดเด่น” ที่ได้ขึ้นกระดานการสืบค้นยอดฮิตทางอินเทอร์เน็ต ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงไม่ได้รับการควบคุมอย่างรอบด้าน ทุกครั้งที่การวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 มีการคืบหน้า ย่อมจะดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างมาก รายงานระบุว่า วัคซีน 2 ตัวที่เปิดตัวในงานมหกรรมครั้งนี้ ต่างได้เข้าสู่การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย โดยมีจำนวน 50,000 คนจาก 115 ประเทศได้รับการฉีดวัคซีนนี้แล้ว ขณะเดียวกัน จีนยังได้สร้างโรงงานผลิตที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูงที่กรุงปักกิ่งและเมืองอู่ฮั่นตามลำดับ


ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โควิด-19 ได้แพร่ระบาดในทั่วโลก พร้อมกับผู้คนได้เรียนรู้ไวรัสโควิด-19 มากยิ่งขึ้น มาตรการป้องกันและควบคุมโรคก็นับวันระมัดระวังยิ่งขึ้นอีกด้วย ปัจจุบัน บรรดานักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนักชีววิทยาแทบทั่วโลกได้บรรลุซึ่งความเห็นพ้องต้องกันว่า วิธีเอาชนะโควิด-19 ที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือวัคซีน ทว่าการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนหน้านี้ นายเกา ฝู สมาชิกสภาวิศวกรรมแห่งชาติจีน ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของจีนบรรยายสรุปว่า วัคซีนที่ดีต้องมีเงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่ “ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพที่ควบคุมได้” การวิจัยและพัฒนาวัคซีนจะใช้เวลานาน 1.5-2 ปี ประกอบกับไวรัสโควิด-19 ยังกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง การวิจัยและพัฒนาวัคซีนให้ได้มาตรฐานพร้อมผลิตเป็นจำนวนมากนั้นยิ่งยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ วัคซีนโควิด-19 ที่จีนผลิตเองได้รับความสนใจอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก


ไวรัสเป็นศัตรูของมวลมนุษยชาติ เผชิญกับไวรัสโควิด-19 ประชาชนประเทศต่าง ๆ ควรร่วมมือกันต่อสู้ มีแต่สามัคคีและประสานงานกัน จึงจะสามารถเอาชนะโควิด-19ให้ได้โดยเร็ว จีนเป็นประเทศที่ริเริ่มและใช้ปฏิบัติการอย่างแข็งขันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้โควิด-19 อย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่และเสมอต้นเสมอปลาย โดยแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ระยะต้น สร้างโอกาสแบ่งปันข้อมูลและผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อวิจัยและพัฒนายารักษาและวัคซีนอย่างแข็งขัน ในพิธีเปิดการประชุมประจำปีของสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 73 ที่จัดขึ้นทางไกล นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้สัญญาอย่างหนักแน่นว่า “เมื่อประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จีนจะจัดวัคซีนเป็นผลิตภัณฑ์สาธารณะของโลก เพื่อสร้างคุณูปการต่อการให้วัคซีนมีความทั่วถึงและแบกรับได้ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมนุษยธรรมและความรับผิดชอบของจีนที่เป็นประเทศใหญ่ในโลก


“บริการทั่วโลก อำนวยประโยชน์แก่กัน และแบ่งปันกัน” พิจารณาจากทางประวัติศาสตร์จะพบว่า การเปิดกว้างเป็นแนวโน้มการพัฒนา ความร่วมมือเป็นความปรารถนาของผู้คน การเปิดกว้างและความร่วมมือเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของงานมหกรรมการค้าภาคบริการนานาชาติจีนปี 2020 การวิจัยและพัฒนาวัคซีนต้องการให้ประเทศต่าง ๆ ยึดมั่นเจตนารมณ์การเปิดกว้างและความร่วมมือ กระชับความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร เพื่อเอาชนะโควิด-19 โดยเร็ว และผ่านพ้นช่วงยากลำบากทางประวัติศาสตร์ในขณะนี้ อีกทั้งร่วมกันต้อนรับอนาคตที่งดงามยิ่งขึ้น



เขียนโดย นายจง ชาว

แปลโดย นายจูน ฟาน


เครดิต https://siamrath.co.th/n/189353


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

ไทยพบติด"โควิด" อีก 2 รายจากสหรัฐ ทุกรายไม่มีอาการ ยอดผู้ป่วยสะสมทั่วโลก 32 ล้านราย

 


เมื่อวันที่ 24 ก.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย จึงมียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,516 ราย มีผู้ที่หายป่วยและกลับบ้านเพิ่ม 8 ราย ทำให้มียอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 3,353 ราย มียอดสะสมผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 59 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 104 ราย  


สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย เป็นคนไทยที่กลับจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายแรกเป็นชายไทย อายุ 38 ปี อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. เข้าพักในสถานกักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ และจากการเข้ารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ รายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 54 ปี อาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. เข้าพักในสถานกักกันของรัฐในกรุงเทพฯ  และจากการเข้ารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 21 กย. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ


สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 32,092,294 ราย อาการรุนแรง 62,377 ราย รักษาหายแล้ว 23,676,049 ราย เสียชีวิต 981,958 ราย โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ สหรัฐอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 7,139,553 ราย  รองลงมาคือ อินเดีย 5,730,184 ราย บราซิล 4,627,780 ราย  รัสเซีย 1,122,241 ราย  โคลอมเบีย 784,268 ราย 


ส่วนประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศนั้น สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) สนับสนุนให้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ท่าอากาศยานขาออก แทนการกักตัว โดยผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารไออาต้า กล่าวว่า เขาเสนอให้ใช้การตรวจโรคโควิด-19 แบบเป็นระบบที่ท่าอากาศยานขาออก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที แทนการให้ผู้เดินทางต้องไปกักตัวขาเข้าหลายวัน วิธีนี้สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสได้เกือบทุกราย แก้ปัญหาการนำเชื้อเข้าประเทศ การควบคุมการตรวจด้อยคุณภาพ และผลตรวจหลอกลวง ทั้งนี้ไออาต้า หวังว่าจะมีชุดตรวจในเร็วๆ นี้ตามข้อมูลของบริษัทดูแลสุขภาพที่กำลังแข่งกันพัฒนาอยู่ 


ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของไออาต้า กล่าวว่า การเดินทางช่วงฤดูร้อนที่ซบเซาทำร้ายอุตสาหกรรมการบินที่มีปัญหาทางการเงินอยู่แล้วจากการเดินทางที่ลดลงทั่วโลก เพราะโรคโควิด-19 และกำลังจะเผชิญกับฤดูหนาวที่ท้าทาย เพราะมาตรการจำกัดการเดินทางยังคงไม่ลดลง ทำให้จำนวนคนเดินทางยังไม่กลับมา